เลือกกล้องให้ถูกงาน อยากหา "ค่าระดับ" ต้องใช้กล้องแบบไหน?
อัปเดตล่าสุด: 2026-07-07 · 251 ผู้เข้าชม
เลือกกล้องให้ถูกงาน อยากหา "ค่าระดับ" ต้องใช้กล้องแบบไหน?
ในงานช่างสำรวจ หากเป้าหมายหลักของคุณคือการหา "ค่าระดับ" (Elevation) หรือเช็คความสูง-ต่ำของพื้นที่ เครื่องมือที่คุณเลือกใช้จะเป็นตัวกำหนดทั้งความเร็วและความแม่นยำของหน้างาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ตัวเลือกหลักตามลักษณะงาน ดังนี้ครับ
1. กล้องระดับ (Auto Level / Digital Level) — แม่นยำที่สุด ตรงสายที่สุด
นี่คือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อรังวัดหาความต่างระดับโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับ "ไม้สต๊าฟ" (Leveling Staff) ที่มีแถบตัวเลข
- Automatic Level (กล้องระดับทั่วไป) : ผู้ส่องกล้องต้องอ่านตัวเลขบนไม้สต๊าฟด้วยสายตา แล้วนำค่ามาคำนวณหักลบกัน นิยมใช้ที่สุดเพราะทนทาน ราคาจับต้องได้ และใช้งานง่าย
- Digital Level (กล้องระดับดิจิทัล) : ใช้คู่กับไม้สต๊าฟบาร์โค้ด กล้องจะอ่านค่าและบันทึกข้อมูลให้เองอัตโนมัติ ช่วยตัดปัญหาความผิดพลาดจากสายตาคน (Human Error) เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดสูงมาก เช่น งานวางหมุดเกณฑ์อ้างอิงหลัก (Benchmark)
2. กล้อง Total Station — ได้ทั้งพิกัดแนวราบและแนวดิ่ง (ตรีโกณมิติ)
แม้หน้าที่หลักของกล้อง Total Station จะเป็นการหาพิกัดแนวราบ (X, Y) และวัดมุม แต่ก็สามารถหาค่าระดับ (Z) ได้เช่นกัน โดยการยิงเลเซอร์ไปที่เป้าปริซึมแล้วคำนวณความสูงต่ำด้วยหลักตรีโกณมิติ
- ข้อดี : ทำงานได้รวดเร็วมากในพื้นที่ที่มีความต่างระดับสูงๆ หรือภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา
- ข้อจำกัด : ความละเอียดแม่นยำในแนวตั้งจะไม่เนียนเท่ากับการใช้กล้องระดับ (Auto Level) ส่องโดยตรง
สรุปหลักการเลือกใช้
- งานเน้นความเป๊ะในแนวดิ่ง : เช่น งานเทคอนกรีต, งานวางท่อระบายน้ำ, งานเช็คระดับพื้นอาคาร ต้องใช้ "กล้องระดับ" (Auto Level)
- งานเน้นความเร็ว ได้ทั้งพิกัดและระดับพร้อมกัน : เช่น งานทำแผนที่ภูมิประเทศ, งานวางผังโครงสร้างภาพรวม เลือกใช้ "กล้อง Total Station"